จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

ชมดอกเจอเรเนียนไล่ยุง ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์

ชมดอกเจอเรเนียนไล่ยุง ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์
โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ชมหญ้าหอมที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์

ชมหญ้าหอมที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์
โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร

ชมกุหลาบพันธุ์มหาจุฬาลงกรณ์ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์และตำหนักเจ้าดารารัศมี

โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
วันนี้วันแห่งความรัก( 14 กพ.54) ชวนเชิญหมูมหาสมาชิกมาร่วมชื่นชมดอกกุหลาบพันธุ์มหาจุฬาลงกรณ์ สัญลักษณ์แห่งความรักและความเป็นปึกแผ่นระหว่างสยามกับล้านนาอันเป็นแบบอย่างที่ควารเจริญรอยตามมานานกว่าร้อยปี




พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประสูติ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๑๖ - ถึงแก่พิราลัย ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖(สำเนาภาพมาจากค่ายดารารัศมี ขอบคุณครับ)

ที่ตำหนักเจ้าดารารัศมีก็ปลูกกุหลาบสายพันธุ์นี้


ป้ายอธิบายชื่อของกุหลาบสายพันธุ์ดังกล่าวที่ตำหนักเจ้าดารารัศมี ภายในค่ายดารารัศมี จ.เชียงใหม่


ทุกวันที่ 9 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันพิราลัย จะมีการจัดงานถวายพระกุศลอย่างยิ่งใหญ่ที่ค่ายดารารัศมี

ชมกุหลาบพันธุ์First Price ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์

กุหลาบพันธุ์First Price ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์

ชมกุหลาบพันธ์มหาจุฬาลงกรณ์ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์

แปลงกุหลาบของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีบนม่อนจ๊อกป๊อก เชิงดอยสุเทพ

ชมกุหลาบพันธ์มหาจุฬาลงกรณ์ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่


วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

สรุปการสัมมนาวิชาการโครงการจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานพัฒนาการท่องเที่ยวพ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๘

สรุปโครงการจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติงานพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อการบูรณาการการปฏิบัติงานช่วง พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๘



วันศุกร์ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ห้องพัชราวดี ๓ ชั้น๑๑ อาคาร ๒โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ
โดย พิทยะ ศรีวัฒนสาร
















๐๙.๐๐-๐๙.๐๕ น. น.ส.สุชาวดี ศรีสุวรรณภาพ ผอ.กองวิชาการท่องเที่ยว กล่าวรายงาน
๐๙.๐๕-๐๙.๑๕ น. นาย สุชาติ สิทธิหล่อ รองผอ.สนง.พัฒนาการท่องเที่ยว รรก. ผอ. สนง.พัฒนาการท่องเที่ยวกล่าวเปิดงาน มีใจความว่า















การท่องเที่ยวมีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศ รายได้ นอกเหนือจากการส่งออก ปัญหาระเบียบของเวิลด์เทรด ซึ่งแฝงการกีดกันทางการค้าโดยใช้คุณภาพเป็นบรรทัดฐาน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดสถานการณ์ด้านการเมือง การลอบฆ่านักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและความแตกแยกทางความคิด เป็นสัญญาณที่ประเทศต่างๆเริ่มเตือนภัย ความเป็นสยามเมืองยิ้มอาจจางหายไป ต้องสร้างความยั่งยืน ต้องมีการระดมความคิดอีก ๕ ปี ข้างหน้าจะทำอย่างไร มิใช่การสื่อสารด้านเดียว(One-way Communication)หลายองค์กรคิดแตกต่างออกไป จึงต้องบูรณาการให้เดินหน้าต่อไปได้ ในทางเดียวกัน คนไทยต้องมีความเป็นเจ้าบ้าน สเปนมีล้วงกระเป๋า ถ้าไทยเป็นอย่างนั้นจะเหมือนทุบหม้อข้าวตัวเอง เราได้เปรียบสิงคโปร์ มาเลเซีย เพราะทั้งอารยธรรมและธรรมชาติ คนของเราก็มีอัธยา



สปาของสิงคโปร์ มาเลย์ขาดศิลปะ คนต่างชาติจึงอยากจะกลับมาอีก บางอย่างชาติอื่นทำไม่ได้ แต่คนไทยทำได้ นั่นคือ เรื่องการต้องรับชาวต่างชาติเรามีจุดขายมากมาย เสียว่าขาดความสามัคคี บูรณาการให้เดินไปพร้อมกัน อย่าทำแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ต้องปลูกฝังเรื่องการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ สิทธิ หน้าที่ เสียภาษี เคารพกฎหมาย คนไทยติดนิสัยทำผิดแต่ไม่ยอมรับผิด ต่างกับชาวตะวันตกที่เคารพกฎหมาย ถ้าเวียดนามมีspeed train จะก้าวหน้ากว่าไทยใน ๔-๕ ปีข้างหน้า มาบตาพุด คนต่อต้าน การปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรมการแข่งขันกับชาติอื่นนอกจากสปาก็พัฒนาด้านวิถีชีวิต สุขภาพ ฝรั่งอยากมาสัมผัสชีวิตแบบตะวันออก ทรัพยากรของเราต้องทำให้ยั่งยืน อยากได้นักท่องเที่ยวเข้ามา แต่ขยะก็ตามมา นักท่องเที่ยวต้องมีคุณภาพ

๐๙.๑๕-๑๐.๑๕ น.นาย จารุบุณณ์ ปาณานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บรรยายเรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวไทยในทศวรรษหน้า เนื้อหากล่าวถึงสถิติของนักท่องเที่ยวโลกดังนี้


-ค.ศ.๒๐๐๙ นักท่องเที่ยว๘๘๐ ล้านคน ๘๕๖ พันล.ดอล. นักท่องเที่ยวจะเพิ่ม ๘ % เราทำเพิ่มได้ ๓-๔% ก็ดีแล้วปีค.ศ.๑๙๙๕ นทท.มีสถิติการเดินทางรวม ๕๖๕ ล้านคน ปีค.ศ.๒๐๑๐ มีการเดินทางหนึ่งพันล้านคน


-ค.ศ.๒๐๒๐ นทท.จะเพิ่ม ...แอฟริกา นทท.จะโต อเมริกาโตรองลงมา เอเชียตะวันออก ในค.ศ.๒๐๒๐ โต๓๙๗ลค. (๖.๕ เปอร์เซ็นต์) ยุโรปจะโตที่สุด คือ ๒๐๒๐ โต ๗๓๐ ลค, เอเชียใต้ ๑๙ ลค,ไทยโต ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูงโลกโต ๔ เปอร์เซ็นต์
ปัจจัยโตเสริมจากการขนส่งและโลยิสติกส์ เครื่องบินแอร์บัสบรรทุกเต็มที่ ๘๐๐ คน แต่นั่งสบายประมาณ ๕๐๐ คน ไทยสั่งซื้อจำนวนหนึ่ง ยังไม่ได้ ต้องรอ ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ มีการตัดถนนชายแดน ไทย ลาว จีน โลกเจริญ คนทำงานน้อยลง คนเที่ยวเพิ่ม การพัฒนาเมืองโลกวุ่นวาย คนอยากพักผ่อน ทะเลทรายก็สร้างแหล่งท่องเที่ยว ยูเออี. ดูไบ ฮ่องกงสิงคโปร์ มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ยุโรปอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวของตนดี การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การได้รับข่าวสารการท่องเที่ยวเร็ว แม่นยำ มี จีพีเอส เที่ยวโดยไม่หลงทางคนอยากรู้อยากเห็น คนเที่ยว การค้าเสรี คนเดินทาง กฎเกณฑ์น้อยลง มีการช่วยเหลือแลกเปลี่ยนการค้า ไมซ์ การเกิดประเทศพัฒนาใหม่ (บราซิล-อินเดียจีน-บรีคส์) ประชาคมยุโรป อาเซียน ทำให้การเดินทางง่าย เสรี ยูโรมันนี(Euro Money)ทำให้จับจ่ายได้ง่าย ในอนาคตเงินหยวนใช้ง่าย อาจเกิดอาเซียนมันนี(Asean Money)


ปัจจัยลบ โรคใหม่ ซาร์ หวัดนก ระวัง น้ำมันผันผวน ค่าเดินทางสูง ค่าผลิตสูง กระทบการท่องเที่ยว ภัยธรรมชาติ ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ ไฟไหม้ ควัน พายุ ทอร์นาโด ต้องเอาเงินไปซ่อมบ้าน การก่อการร้าย ตะวันออกกลาง อาฟกานิสถาน ปากีสถาน ทำให้ทท.ไม่เติบโต การขัดแย้งทางการเมืองใน-นอก ประเทศ นทท.ขาดความมั่นใจ ไปเที่ยวที่อื่น การถดถอยทางศก. กรีซ สเปน โปรตุเกส หรือแม้แต่ในบ้านเราก็แก้ได้การแข่งขันการท่องเที่ยว ยุโรปครอง แต่ส่วนแบ่งลด จากการที่อีสต์ เอเชีย แปซิฟิกกำลังโตแต่รองยุโรป ตอ.กลางกำลังโต แต่ส่วนแบ่งน้อย แอฟริกากำลังโตแต่คนเที่ยวน้อย อเมริกาคนมากแต่โตน้อย ไทยอยู่กลุ่มเอเชียแปซิฟิก
แนวโน้มสถานการณ์ในไทย ปีที่แล้วนทท. ๑๔ ลค.เศษ ปีหน้า คงมี ๑๓-๑๔ ลค, กระทรวงทท. ประมาณการ ๑๔ ลค, แต่ภาคเอกชนระบุว่าไม่น่าถึง ผมประเมินแง่ดีอาจ๑๓ ลค.ททท. และเอกชน ทำงานหนักจากข้อมูล ๑๙๙๕ –๒๐๑๐ โลกโต๑๐.๑ แปซิฟิก ๕ เปอร์เซ็นต์ ทศวรรษ ๒๐๑๐-๒๐๒๐ จะโต๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ต่อปี

ภัยคุกคามจากนอก การแข่งขัน เวียดนาม ลาว เขมร ส่งเสริมทท. การค้าเสรีคุกคามและเป็นโอกาสด้วย คนเก่งกว่าจะเข้ามา เราต้องพัฒนาตนเอง อีกหน่อย จีนอินเดียเข้ามา เชิงรายได้ต้องแข่งขัน เชิงโอกาสต้องพัฒนา
ปัญหาอื่นๆ ได้แก่ น้ำมันแพง การก่อการร้าย การเมืองในแประเทศ ความวุ่นวายทางการเมือง การกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้าน ต้องเป็นไมตรี การท่องเที่ยวจะดี ภัยธรรมชาติซึนามิ ฝนแล้ง ไฟป่า ต้องระวัง น้ำท่วมภายนอก นทท.ก็ไม่อยากมาภัยคุกคามภายใน สมานฉันท์ หน่วยงานทท.มีมา เช่น ททท กระทรวง สพท. ฯลฯ ไม่ประสานงานกัน ความรู้ด้านการบริหารจัดการทท.
การจัดการ ๓ มิติไม่สมบูรณ์ นักการเมืองต้องรู้ด้านการท่องเที่ยว การทท.ต้องประสานกับหน่วยงานขนส่งฯ สมาคมเฟสต้า สมาคมขายตั๋วสายการบิน แตกแยกกันเอง ต้องมีการประสานกัน บูรณาการ จะโตได้ถูกต้องอากาศร้อน หนาว ฝนตก กระทบชีวิต แหล่งท่องเที่ยวเสื่อม อ.ปายก็โทรมแล้ว น่านคนกำลังจะเข้า ต้องระวังสอดส่องแหล่งท่องเที่ยว ควรวางแผนล่วงหน้า

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเป็นสิ่งที่คนอยากไปชมมากกว่าแหล่งท่องเที่ยวที่คนทำขึ้น ทรัพยากรบุคคลด้านทท.(direct tourists service ไกด์ พนักงานโรงแรม ททท. ฯลฯ ) ปชช.(indirect tourists service)ต้องมีใจงาม รักงาม รักความสะอาด เคารพกฎเกณฑ์ รักสงบ คิดเป็น คิดสร้างสรรค์ ๗ ประการ( ๗ habits) หากไม่รักสะอาดทำอาหารขายเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ต้องรับผิดชอบสังคมโอกาส การท่องเที่ยวไทยนำสู่การวางยุทธศาสตร์ การรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยว (อยู่ๆก็ตัดถนนขึ้นเขาใหญ่ สร้างศาลพระพรหมบนแหลมพรหมเทพ สร้างอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ ) ทำไมไม่จัดภูมิทัศน์บริหารจัดการการท่องเที่ยวต้องมีระบบ มีหน่วยงานเยอะมาก ให้มีสมรรถนะ ทำงานเป็นเอกภาพ อบรมพนักงานด้านการท่องเที่ยว พัฒนาขีดความสามารถบุคลากรเพื่อแข่งในระบบการค้าเสรีอีก ๕ ปีข้างหน้า ถึงเวลาแล้วที่จะพัฒนาสมรรถภาพบุคลากร เอกชน-ราชการ
การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเป็นปัญหาโลกที่ทุกประเทศต่างก็ให้ความสำคัญ เรื่องนี้ไทยยังมีโอกาส อนุรักษ์ให้ดี จะดึงนทท.ได้ยั่งยืน การสร้างคนไทยให้เป็นคนดี มีคุณภาพ รับผิดชอบต่อสังคม จะขับเคลื่อนท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เก้าแสนล.บ.ต่อปี (๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP) คนจะมาเที่ยวโครงการRoyal Coast นั้นมีกระแสว่าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสท์จะเข้ามาลงทุน แต่พอการเมืองไม่นิ่งก็เบนไปประเทศอื่นการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ ถนนดี ลำเลียงสินค้าและคนให้มีระบบดี ปลอดภัย ลดเวลาการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งระบบรางพัฒนาสร้างสรรค์คุณภาพการบริการ
ปัจจัยพื้นฐานด้านบริการโดยระบบขนส่งมวลชนในยุโรปดี บ้านเราบางทีต้องเช่ารถไปเองพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศดี เราจะวิเคราะห์ข่าวสารได้ถูกต้องแก้ปัญหาต่างๆได้ติดตามข้อมูลวิจารณ์วิจัยจากภายนอกมาพัฒนาแก้ปัญหาการท่องเที่ยว world economic forum UNWTO แต่ละปีผลิตเอกสารมากมาย ททท.นำมาวิจัยพัฒนา Brand Image ผลิตเอกสารวิเคราะห์วิจัย เอามาประมวลใช้ประโยชน์

บุคลากรด้านการท่องเที่ยวต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งดังกล่าวโดยต้องวิเคราะห์เป็น ใช้เป็นนำหลักcreative economicให้เป็น กระทรวงวัฒนธรรมก็ต้องใช้วัฒนธรรมให้เกิดปย.ด้านการทท. รร.เซนธารา หัวหิน เอาtheme อินเดียนา โจนส์ มาใช้ในโรงแรม ทำไมไม่เอาเพลงฉ่อย อีแซวมาประยุกต์ใช้ในเพลงระวังเรื่องดีมานด์ ซับพลายด้านการท่องเที่ยว นักการเมืองวางระบบนักท่องเที่ยว ถ้าพูดจริงจัง ต่างประเทศเอาจริงมาจริง เกิดโอเวอร์ ดีมานด์ การท่องเที่ยวจะฮีตมา ไม่ดี ตลาด สินค้าต้องเหมาะสม เดี๋ยวคุณภาพต่ำภาครัฐต้องส่งเสริมจริงจัง ไม่ใช่พูดสวยหรู ไม่เอาจริง เขาสร้างโรงแรม แล้วหาลูกค้าไม่ได้ โฮมสเตย์ ค่อนข้างเป็นตลาดเฉพาะ(Nitch Market) หาลูกค้ายาก เดี๋ยวตาย ต้องสมดุลส่งเสริมเที่ยวในปท.อย่างถูกวิธี เดี๋ยวนี้โฆษณาทางนี้ลดลง
ปีที่แล้วคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ ๔-๕ ลค. สูญนับแสนลบ,ร่วมสร้างศักยภาพด้านทท. กับเพื่อนบ้าน ไทย-ลุ่มน้ำโขง มาเลเซีย อินโดนีเซีย เราร่วมมือกับมาเลเซีย-สิงคโปร์บ่อย ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งหมดที่กล่าวมา เอามาวาง ๕ ยุทธศาสตร์๑ .ดูแลการบริหารการจัดการการท่องเที่ยว๒.การพัฒนาคน๓.ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์๔.ยุทธศาสตร์ปัจจัยพื้นฐาน
๑๐.๑๕-๑๐.๓๐ น. พักรับประทานอาหารว่าง
๑๐.๓๐ -๑๑.๓๐ น. (ร่าง) แผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยว ปี๕๔-๕๘ โดย นายณัฐพล ลีลาวัฒนานันท์ หัวหน้าโครงการจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยว
สพท.ดูแลซับพลายไซท์และดีมานด์ไซท์ รับงานดูแลการพัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยวจากททท.การนำเสนอครั้งนี้แบ่งเป็น๓ส่วน๑.สินค้าบริการท่องเที่ยว๒.ติดตามประเมินผล๓.ทำแผนกลยุทธ์/ ปฏิบัติการ ขอเสริมอ.จารุบุณณ์ ผมทำข้อมูลถึง ๒๐๐๘ จากซับไพรม์ จากอเมริกา ลามยุโรป กรีซนทท.จาก๕๐๐ลค. เป็น ๙๐๐ ลค. ชาวยุโรปตต.เที่ยวมาก รองมาคือ ยุโรปใต้ เอเชียแปซิฟิกเพิ่มสูงดีมาก ยูเอสเอ ตามมา แอฟริกาเพิ่ม๓ เท่าตัว ตลาดใหญ่คืดยุโรปและยูเอสเอโตช้าลงจาก๑๘ ปีที่แล้ว มาร์เกตแชร์ลดลง เอเชียแปซิฟิก(จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อาเซียน-ไทย)โตสวนทางกับการลดของยุโรปและอเมริกา เงินเพิ่ม ๓ เท่า (จาก๒๖๔ เป็น ๙๐๐ พันล้านเหรียญ) โตเร็ว ใหญ่ โตเฉลี่ย ปีละ๑๐ % จีน ๕๓ ลค. รองลงมาคือ มาเลย์(อาจมั่วตัวเลข) ไทยค่อนข้างตัวเลขชัวร์กว่า ๑๔.๖ ลค.
การแข่งขันเกิดขึ้นระดับโลก เชิงรายได้ จีนเป็นอันดับ๑ ไทยส่วนแบ่งตลาดน้อยแต่รายได้สูงกว่ามาเลย์ นักท่องเที่ยวพักนานขึ้น แต่นทท.พยายามลดวันพัก คนไม่เพิ่ม แต่รายได้เราเพิ่ม ถ้าไม่เกิดวิกฤต เราอาจทะลุ ๒๐ ล้านคน การปิดสนามบินกระทบช่วงสั้นๆแต่คนก็กลับมาเที่ยวอีก นทท.ต่างชาติจ่าย ๓๕,๐๐๐ บาท/คน หักตั๋วเครื่องบิน ๔ ปีที่ผ่านมา นทท.หายไปล้านคน(๓๕,๐๐๐ล้านบาท)การลงทุนในยุโรปอเมริกา อิ่มตัวแล้ว การลงทุนทำให้เกิดการเดินทาง การพัฒนาทท.ในอนาคตต้องตอบสนองความต้องการของนักธุรกิจ การเดินทาง ความปลอดภัย ความสะดวก ประทับใจ ต้องการประสบการณ์มากขึ้นกว่าเดิม
การซื้อสินค้าและบริการ การเดินทางมี package tour กับ non-package tour กลุ่มที่มา ผ่านบ.นำเที่ยวลดลง แต่ชาติที่มีปัญหาเรื่องภาษาสัดส่วนการจองผ่านทัวร์ยังดีอยู่ ต้องพัฒนาการให้ข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากขึ้น ต้องจับมือกับเพื่อนบ้านจะยกระดับการพัฒนาด้านการดึงคนเข้ามาในภูมิภาคกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถ้ามีปัญหาการกดขี่แรงาน ละเมิดสิ่งแวดล้อม ลิขสิทธิ์ แรงงานเด็ก จะถูกนำไปโจมตี
โครงสร้างประชากรสูงอายุ แก่ง่ายตายยากในยุโรป-ญี่ปุ่นมีมาก พวกนี้อยู่บ้านเขาต้องประหยัดแต่ถ้ามาบ้านเราจะใช้จ่ายได้หรูหราภาวะโลกร้อนน่ากลัว ทั่วโลกตื่นตัว อาจถูกผนวกมาเป็นเงื่อนไขในการท่องเที่ยว การเดินทางจะเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะมากขึ้น นั่งสมาธิ รักษาพยาบาล
สัดส่วนGDP เพิ่มมาก งบประมาณด้านการท่องเที่ยวไม่มากเท่าใดนัก การท่องเที่ยวโตทุกปี ดุลการชำระเงินส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวนทท.ที่มาไทย ๕๑ มา ๑๔.๕ ปี ๕๒ มา ๑๕ ล้านคน จีนเกาหลี มามากเป็นหลักผลกระทบทางวัฒนธรรม เอกลักษณ์ท้องถิ่นบางอย่างถูกทำลายหายไปขยะ มลภาวะ ของเสียรายได้ตกแก่ชุมชนหรือไม่ ได้แต่ค่าแรง แต่ค่าครองชีพแพง แสดงว่า เป็นผลกระทบปี๒๐๑๐
เวียดนามตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม(ตอนนี้มี ๖ ล้านคน)เราไม่ต้องทำของถูก มีกลุ่มจ่ายแพงได้ ต้องทำแบบหลากหลาย แต่มีคุณภาพ จะทำให้เกิดการrevisiting แสดงว่านทท.มีความเป็นbrand royaltyต่อประเทศไทย แต่ตอนนี้คนไทยเริ่มขาดความเป็นเจ้าภาพ เรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ มีการขยายจากตลาดจีนไปที่รัสเซีย และเกาหลีแล้ว
เรามีหน่วยงานท่องเที่ยวมากมายเกือบทุกกระทรวง ควรมีองค์กรหลัก ให้มองปัญหาเชิงอุตสาหกรรม ต้องมีการบูรณาการให้การท่องเที่ยวมีศักยภาพแข่งขันได้ ค่าใช้จ่ายเวลาพักต้องเพิ่ม ควรส่งเสริมด้านการถ่ายทำภาพยนตร์
๑.การพัฒนาสินค้าและบริการแหล่งท่องเที่ยวประเภทวัด มีมากมาย พัฒนาให้มีมาตรฐานสากล บางแหล่งนทท.น้อย ลงงบมาก นทท.มาพัฒนาน้อย ค้นหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่
รายได้กับการอนุรักษ์ต้องสมดุลกัน การจดทะเบียนแหล่งท่องเที่ยว เพื่อจะได้มีข้อมูลด้านมาตรฐาน จะได้เข้าไปช่วย สมัครใจไม่เวิร์ค ต้องใช้กฎหมายบังคับ กรีนทัวริสม์(การท่องเที่ยวที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้โลกร้อน กระแสมาแรง อาจต้องมีมาตรฐาน จำกัดการเข้าไปของนทท.ไม่ให้มากขึ้น
๒.การพัฒนาด้านการบริหารและการจัดการตั้งกองทุนพัฒนาการจัดการด้านการท่องเที่ยว มาตรฐาน ออกกม.ให้แหล่งท่องเที่ยวทำมาตรฐาน พัฒนาระบบออดิโอซิสเต็ม ช่วยฟัง เพราะไกด์อธิบายถูกๆผิด การรณนรงค์จิตสำนึกด้านการท่องเที่ยว ระบบเส้นทางการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวไปแล้วไม่รู้จะไปต่อที่ไหน ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าใด กิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญสำคัญรองจากแหล่งท่องเที่ยว สงกรานต์พอดึงคนได้ แต่ไม่ควรซ้ำซาก พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงชุมชน อาจพัฒนาต่อไปได้แต่ต้องระวังผลกระทบต่อชุมชน
นักท่องเที่ยวมุสลิมมีปัญหาเรื่องอาหารฮาราล นักท่องเที่ยวสูงอายุมัคคุเทศก์ ก็เป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว ตอนนี้องค์กรมัคคุเทศก์ไม่เข้มแข็งนักท่องเที่ยวมาไทยจากข้อมูลอินเตอร์เนต รองลงมา คือ เพื่อน ญาติ ถ้าเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญจะเกิดผลเสีย ต้องสร้างความเข้มแข็งแก่มัคคุเทศก์ พัฒนามัคคุเทศก์อย่างเป็นระบบ อาจบังคับให้เป็นสมาชิกสมาคมมัคคุเทศก์ ๓ ปี
กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนพัฒนาบุคลากร เราก็ควรมีบริษัททัวร์๑๖ เปอร์เซ็นต์ ใช้อินเตอร์เนตทำพีอาร์ ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์แบบเกาหลี ความปลอดภัยนทท. อินเตอร์เนตต้องมีหลายภาษาสร้างสถาบันการศึกษาเฉพาะที่ไม่เน้นผลกำไรเพื่อสร้างคน ยกตัวอย่างเช่น หลายมหาวิทยาลัยถ้าเน้นคุณภาพน.ศ.ก็ไม่มาเรียน

๓.ความร่วมมือในภูมิภาค
๑๑.๓๐-๑๒.๑๕ น.ระดมความคิดเห็นจากผู้ร่วมสัมมนา

-ดร.สุวันชัย ถามดีมานด์ ซับพลายไซท์
-พิทยะ เสนอแนวคิดส่งคนในวงการท่องเที่ยวไปเรียนภาษาต่างๆ เช่น อังกฤษ เกาหลี รัสเซีย กลุ่มสแกนดิเนเวียน ฯลฯ ไม่ต้องสร้างอาคาร ให้สวัสดิการบุคลากร อยู่ในวงการใช้ภาษาโดยตรง สะท้อนปัญหาเรื่องการฝึกงานและอนาคตของมัคคุเทศก์ในวันข้างหน้า
-เรื่องยุทธศาสตร์ joint visa อ.จารุบุณณ์ ต้องรอโอกาสในการเจรจาของ ก.ต. มีหลายประเทศเข้าโดยไม่มีวีซา
-ผู้ร่วมสัมมนาจาก ททท. เสนอว่า ททท.เคยมีสถาบันฝึกอบรมวิชาการที่บางแสน ตอนนี้หยุดไปแล้ว ขอฝากด้วย
-นายณัฐพล บอก น่าเสียดาย เสียโอกาส
-ผู้ร่วมสัมมนา เรื่องกฎหมายนอกเหนือจากพรบ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ นอกนั้นเป็นกฎหมายขนส่ง ป่าไม้ พรบ.ททท.(ดูแลการตลาด) การดูแลทรัพยากรทท.
-นายณัฐพล ขณะนี้มีแนวโน้มการออกกฎหมายการท่องเที่ยวแห่งชาติ
-อ.จารุบุณณ์ กฎหมายจำเป็น การบุกรุกแหล่งท่องเที่ยวแถบเขาใหญ่ อยู่นานก็ได้รับสิทธิ์ครอบครอง ขายแก่เศรษฐี ต้องออกฎหมายป้องกัน บังคับกฎหมายอย่างใช้จริงจัง
-ผู้ร่วมสัมมนา กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อความอุ่นใจของนักท่องเที่ยว-ณัฐพล ทำอย่างไรกระบวนการยุติธรรมจะเดินต่อไป แม้ว่า นทท.จะเดินทางกลับไปแล้ว

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การบรรยายพิเศษปฐมนิเทศสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชน

ที่ห้องประชุม๑-๑ อาคารสนม สุทธิพิทักษ์
วันศุกร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕
โดย อ.พิทยะ ศรีวัฒนสาร
กลุ่มวิชาวัฒนธรรมไทย หมวดวิชาศึกษาทั่วไป
คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชน

สวัสดีประธานกรรมการและคณะกรรมการกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชน สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม และสมาชิกใหม่ของกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมรู้สึกเป็นเกียรติและปลื้มปิติ ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนของพวกเรา และขอต้อนรับทุกท่านอย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

กลุ่มของเราเป็นกลุ่มคนทำกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ ที่มีค่อนข้างมีอนาคตสดใส อนุมานจากความสนใจสมัครในการเข้าร่วมทำกิจกรรมของสมาชิกจำนวนเกือบ๔๐๐คน แม้จะเพิ่งเปิดตัวใหม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงขอกล่าวถึงแนวคิดในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนดังประเด็นต่อไปนี้
ความเป็นมา

กลุ่มCBSTC(Community -based Sustainable Tourism Club)หรือกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชน ก่อตัวขึ้นจากความสนใจร่วมกันของสมาชิกกลุ่มหนึ่ง ที่จุดประกายความคิดเมื่อประมาณกลางปีพ.ศ.๒๕๔๔ว่า ทรัพยากรท่องเที่ยวทั้งหลายในท้องถิ่นทุกภูมิภาคของเรา ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๔๐ จนเกือบถึงสามแสนล้านบาทในปัจจุบัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะมีความมั่นคงและยั่งยืนสืบไปถึงอนุชนในยุคหน้าได้นั้น ประชาชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการลงทุน บริหารและจัดการแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ สอดคล้องกับแนวความคิดการอนุรักษ์และพัฒนาการท่องเที่ยวในโลกปัจจุบัน ที่เน้นให้ชุมชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการทรัพยากรท่องเที่ยวของตน

การมีส่วนได้ ส่วนเสียในทรัพยากรท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชุมชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว เกิดความรู้สึกหวงแหนมรดกศิลปวัฒนธรรมและทรัพยากรท่องเที่ยวของตน และนำผลประโยชน์ที่ได้จากการจัดการทรัพยากรท่องเที่ยว มาเป็นทุนในการเข้าร่วมรณรงค์ ปกป้อง ทะนุบำรุง อนุรักษ์และพัฒนามรดกทรัพยากรท่องเที่ยวของตนอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวของการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรท่องเที่ยวของชุมชน มีองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เป็นหน่วยงานท้องถิ่นหลักที่รับผิดชอบดูแล เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆอย่างค่อนข้างเต็มตัว อาทิ การจัดเก็บค่ารถรับส่งขึ้นชมทุ่งดอกกระเจียวและอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีระเบียบเคร่งครัดว่า ห้ามนำรถอื่นผ่านเข้าไปในวันหยุด ยกเว้นวันธรรมดา หรือได้รับอนุญาตจากหัวหน้าอุทยานป่าหินงามและแม้นักท่องเที่ยวจะมาเป็นหมู่คณะก็ไม่สามารถเหมารถเข้าไปชมได้

เมื่อถามว่ากระบวนการผูกขาดเก็บค่าโดยสารเข้าชมมีขั้นตอนการนำส่งรายได้และนำย้อนกลับมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างไร มีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด ใครเป็นเจ้าของรถโดยสาร ชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงหรือสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเพียงกลุ่มหนึ่ง คำถามอย่างนี้เป็นสิ่งน่าสนใจทั้งสิ้น เพราะเมื่อขึ้นไปชมอุทยานป่าหินงามบางท่านอาจได้พบเศษขยะกระจายหลงหูหลงตาอยู่ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งก้าวเข้ามามีบทบาทในการสื่อความหมายและอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เห็นความเคลื่อนไหวแง่มุมต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อให้การท่องเที่ยวเพื่อชุมชนมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวคืออะไร
เราทราบกันดีว่า ทรัพยากรท่องเที่ยวในประเทศไทยจำแนกเป็น ๓ ประเภทคือ
๑)ทรัพยากรท่องเที่ยวที่เกิดเองตามธรรมชาติ ได้แก่ ทะเล ภูเขา น้ำตก ถ้ำ แม่น้ำลำธาร ป่าไม้ ฯลฯ
๒)ทรัพยากรท่องเที่ยวที่เป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมและจารีตประเพณี ได้แก่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนบธรรมเนียมประเพณี เครื่องมือเครื่องใช้ ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานโบราณ ฯลฯ
๓)ทรัพยากรท่องเที่ยวที่มนุษย์ทำขึ้น ได้แก่ สวนสัตว์ สวนสนุก อุทยานแนวคิด(Theme Parks) ฯลฯ

ทรัพยากรท่องเที่ยวเหล่านี้ บางแห่งอยู่ในการดูแลของเอกชน บางแห่งกรมป่าไม้ดูแล บางแห่งกรมศิลปากรดูแล ฯลฯ โดยที่ประชาชนในท้องถิ่นไม่มีโอกาสเข้าร่วมบริหารจัดการและแบ่งปันผลประโยชน์โดยตรง ทำให้ชุมชนมิได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรท่องเที่ยวในท้องถิ่นของตน เมื่อแหล่งท่องเที่ยวถูกย่ำยีก็ไม่มีผู้ใดอ้างตัวรับผิดชอบ

ความหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อชุมชน
เมื่อรัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๔๐ กำหนดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายในการบริหาร จัดการทรัพยากรต่างๆในท้องถิ่นของตน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมของชาติด้วยความชอบธรรม จึงเปิดโอกาสให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบต. และอบจ. เข้ามีส่วนร่วมในส่วนแบ่งที่เกิดขึ้นจากธุรกิจท่องเที่ยวในเขตรับผิดชอบของตนอย่างกว้างขวาง

ปรัชญาและปณิธานของกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชน
กระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นที่มาของการก่อตั้งกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการบริหาร การจัดการทรัพยากรท่องเที่ยวและการแบ่งปันผลประโยชน์ในชุมชนต่างๆทุกภูมิภาค ทั้งในประเทศไทย ในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายและทำความเข้าใจกับการกระบวนการอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มีความยั่งยืน โดยกระบวนการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยวิถีชีวิต ภูมิปัญญา การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน รวมถึงการอธิบายสภาพปัญหาและความเป็นไปต่างๆที่เกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมและจารีตประเพณี รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ แม่น้ำ ทะเล ภูเขา ถ้ำ-ผา ป่าไม้ โบราณสถาน สวนเกษตร สวนสัตว์ อุทยานแนวคิด โฮม สเตย์ ฯลฯ

นอกจากนี้กลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนยังพยายามที่จะเผยแพร่แนวความคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศรูปแบบต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวผจญภัย การไต่หน้าผา การดูนก และการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติรวมถึงปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนในรูปของการออกไปจัดนิทรรศการทางวิชาการในสถานที่ต่างๆ การเสนอบทความ การทำงานวิจัยภาคสนาม การถ่ายทอดเทคนิค ประสบการณ์และกลยุทธ์ต่างๆในด้านการนำเที่ยว อันอาจนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินอาชีพมัคคุเทศก์ ไม่ว่าสมาชิกจะศึกษาในสาขาวิชาใดก็ตาม การทำกิจกรรมต่างๆดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะส่งผลดีต่อชุมชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของกลุ่มและมหาวิทยาลัยให้ยั่งยืนต่อไปด้วย

ชุมชนคืออะไร
ชุมชนหมายถึงกลุ่มชนซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นเวลานาน มีความสัมพันธ์กันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม เป็นเจ้าของทรัพยากรและมีการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ร่วมกัน
การอธิบายถึงชุมชน ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจองค์ประกอบและปัญหาของชุมชนต่าง ๆให้แจ่มชัด พื้นฐานวัฒนธรรมของชุมชน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆคือ ความสามารถในการยังชีพ ขนาดของการพึ่งพาธรรมชาติ ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์แบบเข้มข้น ระบบประกอบการขนาดเล็ก การพึ่งพาการรับจ้างทั้งในและนอกภาคการเกษตร ลักษณะการพัฒนาของรัฐในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ผลจากการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสู่ชุมชน เป็นต้น และจากการศึกษาชุมชนในภาคเหนือเป็นตัวตั้ง อาจกล่าวโดยภาพรวมได้ว่า โดยทั่วไปแล้วชุมชนในประเทศไทยจำแนกได้ ๕ รูปแบบดังนี้

๑.ชุมชนที่ยังมีปัญหาในการยังชีพ เป็นชุมชนซึ่งชาวบ้านมีที่นาน้อย เฉลี่ยครัวเรือนละไม่ถึง 2 ไร่ และผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำ ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งป่าธรรมชาติเพื่อตัดไม้หารายได้ หาอาหาร และทำข้าวไร่
๒.ชุมชนที่พึ่งพาการซื้อข้าวบริโภค ชาวบ้านส่วนหนึ่งยังปลูกข้าวไม่พอบริโภคไม่มีระบบเหมืองฝายและมักมีปัญหาฝนแล้ง ที่นาส่วนใหญ่เป็นของเป็นของนายทุน ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยการบุกเบิกทำไร่ ปลูกพืชเพื่อการค้าที่ใช้ทุนสูง เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะเขือเทศ ขิง และถั่วแขก ทำให้ต้องเลือกทำสัญญาขายผูกพันล่วงหน้า เพราะพ่อค้าเป็นผู้ออกทุนบางส่วนให้ทำเกษตรกรรม
๓.ชุมชนที่ขายข้าวและรับจ้าง มีอาชีพทำนาเป็นหลัก ปลูกพืชไร่เล็กน้อย กลุ่มคนที่มีนามากและปานกลางจะมีข้าวเหลือขาย แต่บางปีชาวบ้านส่วนหนึ่งขาดข้าวเนื่องจากฝนแล้ง ต้องออกไปหางานทำต่างถิ่น เพราะไม่มีทุนปลูกพืชพาณิชย์หรือผลิตพืชผลอย่างอื่น ชาวบ้านหลายคนต้องเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ กลายเป็นปัญหาสังคมที่ชุมชนต้องหันมาสนใจมาก
๔.ชุมชนเกษตรกรรมเชิงพาณิชย์แบบเข้มข้น ชุมชนมีระบบเหมืองฝายที่ดี ทำให้ปลูกข้าวและถั่วได้ปีละ 3 ครั้ง คนไม่มีที่นาประมาณร้อยละ 40 จะมีรายได้จากการทำนาเช่าและรับจ้างทำการเกษตรในชุมชน ทำให้ออกไปทำงานต่างถิ่นน้อย บางส่วนปลูกพืชที่ใช้ทุนสูง เช่น แตงและขิง
๕.ชุมชนการเกษตรก้าวหน้าที่กำลังเผชิญกับกระแสทุนจากภายนอก ชุมชนกลุ่มนี้สามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง มีระบบชลประทานเหมืองฝายดี ปลูกข้าวและพืชพาณิชย์ ไม่พึ่งพาการทำไร่ ชาวบ้านบางส่วนมีรายได้จากสวนลำไยแบบก้าวหน้า ใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเข้มข้น และจ้างแรงงานแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้มีฐานะดี บางส่วนทำธุรกิจขนาดเล็กนอกภาคเกษตร เช่น โรงงานทำอิฐ บางส่วนค้าขายพืชผลทางการเกษตร แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีที่ดิน ต้องเช่าที่นาและรับจ้าง จึงมีฐานะยากจนต้องซื้อข้าวกิน มีหนี้สินจากการลงทุนในการผลิตเพื่อขาย ชาวบ้านที่มีที่นาขนาดเล็กมีฐานะพอมีพอกิน แต่ก็มีหนี้สินมากเพราะต้องเสี่ยงกับการปลูกพืชพาณิชย์แบบเข้มข้น

จากพื้นฐานข้างต้นจะเห็นว่า ชุมชนมีสิ่งที่น่าสนใจหลากหลายไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญา วัฒนธรรมการหากินหาอยู่และวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน และสิ่งต่างๆที่เป็นตัวตนของชุมชน และชุมชนมอบให้เป็นมรดกทรัพยากรท่องเที่ยวจำแนกได้ดังนี้

ก. การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องการเกษตรและธุรกิจนอกภาคนอกการเกษตรของชุมชน ได้แก่
-ผลิตภัณฑ์จากผ้า เช่น การทำผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผ้าไหม มัดหมี่ ผ้าขาวม้า ผ้าโสร่ง และกระเป๋าผ้าชนิดต่าง ๆ
-ผลิตภัณฑ์ตัดเย็บเสื้อผ้า เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้านและสำนักงาน และเสื้อผ้าเครื่องแบบของพนักงานบริษัทและข้าราชการ
-ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่และหวาย เช่น ตะกร้า เข่ง กระจาด เสื่อหวาย กระติ๊บข้าว กระด้ง และหัตถกรรมไม้ไผ่อีกมาก
-ผลิตภัณฑ์ดอกไม้ประดิษฐ์ เช่น การทำดอกไม้ ผลไม้ และไม้ประดิษฐ์จากกระดาษชนิดต่าง ๆ
-ผลิตภัณฑ์อาหารและการแปรรูป เช่น ผัก ผลไม้ ที่ปลอดสารเคมี ผลิตภัณฑ์จากผลไม้พร้อมดื่ม หัวเชื้อเครื่องดื่มเข้มข้นไวน์จากผลไม้ชนิดต่าง ๆ (เช่น มะยม มะเฟือง มะขาม สับประรด เป็นต้น) สมุนไพรผง ข้าวสารปลอดสารพิษ และน้ำตาลก้อนปลอดสารเคมี
- ผลิตภัณฑ์วัสดุ เช่น เครื่องปั้นดินเผา ผลิตภัณฑ์โลหะ (เช่น มีด เสียม เคียว ขวาน จอบ) ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ( เช่น อิฐบล็อก อิฐทนไฟ กระเบื้องมุงหลังคา และกรอบประตูหน้าต่างเหล็ก)

ข.กิจกรรมธุรกิจเกษตรผสมผสานของชุมชน จำแนกเป็น
-กิจกรรมลานค้าชุมชน ได้แก่ การจัดหาพื้นที่ให้สมาชิกนำผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจเป็นการเกษตร ต่อเนื่องการเกษตร และนอกการเกษตร สู่ตลาดเพื่อซื้อ – ขายสินค้า ในกรณีนี้ ลูกค้าของลานค้าชุมชนอาจได้แก่เกษตรกร คนชนบท นักท่องเที่ยว คนเมือง และอื่น ๆ ลานค้านี้อาจตั้งในตลาดชนบท ตลาดเมือง สี่แยกที่ชุมนุมการสัญจรโดยปลอดการเสียค่าธรรมเนียม

-กิจกรรมร้านค้าชุมชน ได้แก่ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำธุรกิจชุมชนด้วยการตั้งร้านค้าเพื่อขายผลิตภัณฑ์ของตน ธุรกิจแนวนี้มักมีความเกี่ยวพันกับกิจกรรมการออมทรัพย์ การระดมหุ้นการระดมทุน การผลิต และการแปรรูป ซึ่งจัดตั้งขึ้นแล้วในหลายจังหวัด
-ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ( One – Stop – Service) ตามพระราชดำริที่ว่า ควรมีสถานที่ที่เกษตรกรสามารถแสวงหาข้อมูล คำแนะนำในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์บก สัตว์น้ำ การใช้น้ำ การบำรุงดิน การป้องกันและปราบศัตรูพืช การลงทุน การตลาด การแปรรูปผลผลิต ฯลฯ

ในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวนั้น ผลผลิตที่ชุมชนเป็นเจ้าของจะถูกนำออกมานำเสนอในรูปแบบต่างๆให้ศึกษาดังนี้
๑.การจำหน่ายสินค้าเอกลักษณ์ของชุมชน(Product Sales)อาทิ สินค้าหัตถกรรม อาหารประจำถิ่น ทั้งนี้หมายถึง ทรัพยากรการท่องเที่ยวอื่นๆ ของชุมชนนั้นด้วยเช่นผลไม้ตามฤดูกาล เป็นต้น
๒.กิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม(Cultural Shows) เช่น การฟ้อนรำ การละเล่นพื้นบ้านและ การแสดงดนตรีเฉพาะชุมชนเป็นต้น
๓.กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงหมู่บ้าน (Village Based Activities) หมายถึงกิจกรรมทางการท่องเที่ยว อาทิ การจัดกิจกรรมเดินป่าชมธรรมชาติในบริเวณหมู่บ้านหรือบริเวณใกล้เคียงพร้อมมัคคุเทศก์นำทางโดยคิดค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยว
๔.กิจกรรมพักค้างแรมในหมู่บ้าน สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในชุมขน กิจกรรมการพักแรมในหมู่บ้านมีหลายรูปแบบ ได้แก่
1.1 การจัดแคมป์ (Camping)
1.2 การกิจกรรมที่พักแรม Homestay
1.3 การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและที่พักแรมในหมู่บ้าน(Operated Accommodation เป็นต้น

สถานภาพของสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนบนเวทีกิจกรรมมธบ.
เมื่อเรารู้จักชุมชนกันแล้ว ทีนี้ก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองดูว่าWho are we? เราเป็นใคร
คำตอบก็คือ เราเป็นทั้งนักท่องเที่ยว นักจัดรายการนำเที่ยว นักธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ นักค้นคว้า นักวิจัยด้านการท่องเที่ยว นักสำรวจแหล่งท่องเที่ยว นักวิชาการวัฒนธรรมและนักประชาสัมพันธ์ แต่กิจกรรมที่เราจะเน้นคือการติดตามความเป็นไป ทิศทาง และแนวโน้ม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีชุมชนต่างๆเข้ามาดูแลรับผิดชอบดำเนินการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรท่องเที่ยว ด้วยความรู้สึกหวงแหนที่มีต่อสมบัติมรดกทรัพยากรท่องเที่ยว ซึ่งเราในฐานะที่เป็นสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชนทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ในฐานะประชาชนไทยและในฐานะของสมาชิกประชาคมโลก

เมื่อเราออกทำกิจกรรมสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยว ผลที่เราจะได้รับคือความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดีและภูมิปัญญาท้องถิ่นในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆอันจะทำให้เรามีความสุข เพราะการทำกิจกรรมของเราคือการท่องเที่ยว การค้นคว้า สำรวจ วิจัย และศึกษาแบบแผนการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆของชุมชน เสน่ห์ของการเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติและวิถีชิวิตชุมชนอันหลากหลาย จะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนทำกิจกรรมอย่างพวกเรา ตระหนักถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของทรัพยากรท่องเที่ยวของเรา ของภูมิภาคและของโลกอย่างลึกซึ้ง

ประโยชน์ของการทำกิจกรรมจะทำให้เรารู้จักการเสนอความคิดเห็น รู้จักสังเกตจดจำ รู้จักแก้ปัญหา และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อันเป็นคุณธรรมสำคัญของการผนึกกำลังเป็นหมู่คณะในสภาพแวดล้อมจริง

กิจกรรมปีการศึกษา๒๕๔๕
๑)โครงการเปิดโลกกิจกรรม(๙-๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕)
๒)โครงการปฐมนิเทศสมาชิกชมรม วันที่๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕
๒)โครงการท่องเที่ยวเพื่อศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อชุมชนที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาและปริมณฑล เป็นกิจกรรมลำดับต่อมา โดยจะมีการออกเดินทางสำรวจ ศึกษาและเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนภาคกลาง ซึ่งนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าของสินค้า รวมถึงการล่องเรือ ศึกษาสภาพชีวิตของชาวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่พึ่งพาสายน้ำเจ้าพระยาเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต สืบมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งหลังการเดินทางจะมีการจัดทำรายงานการสำรวจศึกษา ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาต่อไป และเนื่องจากสมาชิกกลุ่มของเรามีจำนวนมากจึงอาจจำเป็นต้องจำกัดที่นั่งในการเดินทาง และอาจจำเป็นต้องผลัดกันไปในรอบต่อๆไปอย่างเท่าเทียมกันสำหรับสมาชิกที่พลาดโอกาสในครั้งนี้โดยกรรมการกลุ่มฯคงจะประกาศให้ทราบภายหลัง
๓)โครงการจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องอาหารไทยกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อชุมชน เรื่องอาหารไทยกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความสำคัญมาก ปัจจุบันร้านอาหารไทยกระจายออกไปสร้างรายได้ทั่วโลกและยังมีแนวทางในการประกอบอาชีพได้อย่างสดใสอีกนาน ซึ่งหากเป็นไปได้วันนั้นเราอาจมีอาหารไทย ขนมไทยมาให้ชิมกัน สำหรับวัน เวลาและวิทยากรที่จะมาให้ความรู้นั้น กำลังติดต่อดำเนินการอยู่และจะประกาศให้ทราบภายหลัง ขอให้สมาชิกเข้าร่วมสัมมนาโดยพร้อมเพรียงกัน
๔)โครงการงานวิจัยภาคสนามเพื่อสำรวจ ศึกษาและวิเคราะห์ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวด้านต่างๆที่ชุมชนเป็นผู้บริหารและจัดการในช่วงปิดภาคฤดูร้อนปีการศึกษา๒๕๔๕ โครงการนี้จะมีการขอทุนวิจัยและสมาชิกสามารถผลัดกันเข้ามาร่วมเก็บข้อมูลในงานวิจัยนี้ได้เช่นกัน จะแจ้งขั้นตอนให้ทราบต่อไปเช่นกัน

สรุป
ผลที่เราจะได้รับจากการเป็นสมาชิกคือ ประสบการณ์ในการร่วมทำกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยการเสนอความคิดเห็น การถกเถียงด้วยเหตุผล การติดต่อกับบุคคลและองค์กร การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงความประทับใจที่เกิดขึ้นเมื่อเราสามารถผลิตผลงานออกมา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสามารถก้าวออกไปสู่โลกภายนอกอย่างรู้เท่าทัน และมีความมั่นใจในการต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นทุกองค์กร